วิกฤติเกษตรไทย: เกิดอะไรขึ้นกับกระดูกสันหลังของชาติ (๒)

แน่นอนว่าเมื่อขาดการสนับสนุนอย่างถูกจุด ชะตากรรมของเกษตรกรจึงเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดโดยปัจจัยอุปสงค์และอุปทานล้วนๆ โดยไม่ใช่อุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรแปรรูป แต่เป็นอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรที่ซื้อขายกันหน้าไร่หรือที่โรงงานนี่ล่ะ

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาที่ถูก และยังถูกดิ่งลงได้กว่าเดิมอีกเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องของกลไกตลาด หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือกระแสการปลูกตามกัน จากการแนะนำของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นเป็นนโยบาย นำลงมาสู่เกษตรจังหวัด แต่เมื่อภาครัฐจากไปพร้อมคำแนะนำให้ปลูก โดยปล่อยให้ทุกคนปลูกพืชแบบเดียวกันตามๆกัน จนผลผลิตออกมาล้นตลอด ก็ไม่ได้มีใครเข้ามารับผิดชอบกับราคาผลผลิตที่ดิ่งลงตามคำแนะนำเหล่านั้นไปด้วย

อันที่จริง สินค้าทางการเกษตรนั้น เป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง จากข้อเท็จจริงที่ว่าทุกคนบนโลกต้องกินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มาจากการแปรรูปโดยสิ้นเชิงหรือแปรรูปเพียงเบื้องต้นหรือที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ดังจะเห็นได้ว่ามูลค่าการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรแปรรูปหลายชนิด มีมูลค่าที่สูงกว่าราคาผลผลิตที่หน้าไร่หน้าสวนหลายเท่าตัว

ปัญหามีอยู่แต่เพียงว่า ผลผลิตทางการเกษตร ณ ราคาหน้าไร่หน้าสวนเหล่านั้น ไม่ได้ไปพบเจอกับตลาดที่มีความต้องการซื้ออย่างแท้จริง นี่เป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โอกาสในการสร้างมูลค่า ตกเป็นของผู้ค้าหรือโรงงาน ที่มีตลาดที่แน่นอนในวงจรชีวิตของผลผลิตทางการเกษตร มีความสามารถในการทำการตลาด มีความสามารถในการหาตลาดเพื่อขายสินค้าแปรรูป

ดังนั้น หนทางหนึ่งที่จะสามารถทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากลำบากไปได้ จึงต้องขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาร่วมกัน จากภาคเศรษฐกิจทั้งระบบ หนึ่งในหนทางนั้น จึงเป็นเรื่องของการนำผู้ซื้อมาพบเจอกันกับผู้ขายให้ถูกที่ถูกทาง และการพร้อมหั่นส่วนแบ่งกำไรของพ่อค้าคนกลางและโรงงานเองออกมาให้เกษตรกรบ้าง ไม่ใช่การจะเป็นเพียงผู้กุมการเข้าถึงตลาดผู้ซื้อแต่เพียงถ่ายเดียว

แต่กระนั้น ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่เราต้องยอมรับ ก็คือการที่วงจรผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยนั้น มีวงที่แคบและเล็กเกินไป ผลผลิตทางการเกษตรแปรรูปที่มีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง จึงทำให้อุปสงค์ที่มีต่อผลผลิตมีข้อจำกัดตามไปด้วย

สับปะรดส่วนใหญ่ย่อมถูกนำไปทำเป็นสับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรด และสับปะรดกวน ส่วนมะพร้าวก็ถูกนำไปเป็นน้ำมะพร้าวและกะทิ ลำไยก็เอาไปอบแห้ง ลิ้นจี่ก็เอาไปทำน้ำลิ้นจี่และลิ้นจี่กระป๋อง สินค้าแปรรูปทางการเกษตรของไทยนั้น จึงมีวงที่จำกัดแคบอยู่พอสมควร

 เมื่อผลผลิตทางการเกษตรถูกนำไปแปรรูปได้อยู่ไม่กี่อย่าง แล้วใครล่ะจะมาซื้อผลผลิตที่หน้าสวนหน้าไร่ได้มากมายขนาดนั้น ซื้อมาผลิตก็กลายเป็นผลผลิตทางการเกษตรแปรรูปที่ล้นตลาดออกไปอีก

ความไม่หลากหลายและข้อจำกัดในการทำสินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรที่หน้าสวนหน้าไร่ มีข้อจำกัดในการหาตลาดตามไปด้วย

ในสภาวะเช่นนี้ นวัตรกรรมจึงอาจจะเป็นส่วนสำคัญที่สามารถเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงและ “disrupt” ตลาดผลผลิตทางการเกษตรได้

ข้อจำกัดในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไทย เกิดมาจากความไม่สร้างสรรค์ (และไม่สามารถ/ไม่รู้ที่จะสร้างสรรค์อย่างไร) ฉันใด ความสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการที่จะนำผลผลิตไปสู่การแปรรูปที่มีความหลากหลายมากขึ้น ก็อาจจะเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นได้ฉันนั้น

หนึ่งในปัจจัยแห่งความไม่สร้างสรรค์นั้น มาจะกล่าวบทไป ก็อยู่ที่ความตีบตันของผู้ประกอบการไทยรายสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรเอง ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่เจ้าใหญ่ๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็เอามาเข้าสายพานอัดใส่กระป๋อง เป็นน้ำบ้าง เป็นผลไม้เชื่อมบ้าง เอามาอบแห้งบ้าง เอามากวนบ้าง โดยวิธีการผลิตแบบ mass production ที่เน้นปริมาณเข้าไว้ก่อน เมื่อเน้นปริมาณก็ไม่เน้นคุณภาพ มูลค่าเพิ่มที่สร้างขึ้นมาได้ก็มีวงจำกัดอยู่ตามความ mass ของผลผลิตแปรรูปนั้นๆ

 เมื่อหันไปดูประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าอย่างญี่ปุ่น เราจะเห็นได้ว่ามีสิ่งพิเศษบางอย่างที่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล นั่นคือสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมและความสร้างสรรค์นั่นล่ะ

 ผลผลิตทางการเกษตรจากท้องไร่ท้องนาของญี่ปุ่นนั้น มีการนำไปแปรรูปได้มากกว่าหลายสิบรูปแบบ ยกตัวอย่างผลผลิตพื้นฐานอย่างข้าวญี่ปุ่น ในหลายท้องถิ่นหลายชุมชน เกษตรกรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ให้การส่งเสริม หาตลาดมาให้ หาผู้ซื้อมาให้ โดยที่ผู้ประกอบการด้านการแปรรูปเองก็มีความหลากหลาย ไม่ได้ถูกผูกขาด หรือกระทั่งอยู่ในชุมชนเอง และพร้อมซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่ยุติธรรม อาศัยนวัตกรรมมาทำการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการรับประทานทั่วไป มาทำเป็นขนมหลายสิบอย่าง มาบรรจุหีบห่ออย่างดี พร้อมส่งไปขายทั่วประเทศหรือกระทั่งทั่วโลก เป็นได้แม้กระทั่งเครื่องสำอางขายขึ้นห้างด้วยซ้ำ

 หันหลับมาดูประเทศไทยเอง เราต้องยอมรับว่าเกษตรกรไทยยังไม่สามารถรวมตัวและมีศักยภาพมากพอในการเป็นผู้แปรรูปอย่างมีคุณภาพได้ด้วยตัวเองขนาดนั้น และยังคงต้องพึ่งพาผู้ประกอบการรายอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการเป็นตลาดรองรับสินค้าทางการเกษตรเป็นหลัก

 แต่ในสภาวะเช่นนี้เอง ผู้ที่สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกอบกู้วิกฤติของเกษตรกรได้ ก็คือผู้ประกอบการที่มีความสร้างสรรค์และมีนวัตกรรม ไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดตลาดผลผลิตแปรรูปไม่กี่อย่างที่เน้นความ mass ที่พร้อมจะเป็นผู้ซื้อผลผลิตในราคาที่ยุติธรรม

การเกิดผู้เล่นรายใหม่ๆที่พร้อมจะนำผลผลิตทางการเกษตรไปสู่การแปรรูป สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และสร้างมูลค่าที่มากขึ้นผ่านความเอาใจใส่ ลดความ mass แบบดาษๆที่หาได้ทั่วไป นอกจากจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตแปรรูปของผู้ประกอบการเองแล้ว ย่อมส่งผลต่อราคาผลผลิตทางการเกษตรในทางอ้อมได้ด้วย

แต่จะส่งผลได้มากขนาดไหนนั้น ย่อมต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องขยับพร้อมเพรียงกันอย่างเป็นระบบ ในการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างถูกต้อง สร้างระบบที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถมาเจอกันโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าผูกขาด สร้างหรือสรรค์หาตลาดใหม่ๆขึ้นมารองรับกับทุกฝ่าย นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตจากทั้งหน้าสวนหน้าไร่ และในผลผลิตที่ผ่านการแปรรูปแล้ว

โดยมีนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ของผู้เล่นทั้งรายเก่าและรายใหม่ เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *