วิกฤติเกษตรไทย: เกิดอะไรขึ้นกับกระดูกสันหลังของชาติ (๑)

ภาพที่คนไทยทุกคนเห็นกันจนเป็นที่ชินตาในหน้าข่าวสารบ้านเมืองไม่ว่าจะในฤดูกาลไหนๆ ย่อมหนีไม่พ้นข่าวสารราคา ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ บ้างก็นำไปสู่การนำเสนอภาพความยากลำบากเดือดร้อนของเกษตรกรบ้างก็นำไปสู่การเรียกร้องทั้งการยื่นหนังสือและการก่อม๊อบบนถนนไปถึงกระทั่งการเทกระจาดหน้าทำเนียบ กลายเป็นข่าวเกษตรที่เราเห็นได้มากกว่าข่าวเกษตรด้านอื่นๆไปแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับอาชีพอันเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นอาชีพหลักของชาวไทยมาแต่โบร่ำโบราณและสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาลมานับแต่นานนม?นี่ย่อมเป็นข้อสงสัยของคนหลายๆคนไปแล้ว บ้างก็มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการออกไปหาซื้อผักผลไม้นั้นๆมากิน บ้างก็ก่นด่าหาว่าเกษตรกรเป็นภาระตั้งคำถามว่าทำไมไม่รู้จักช่วยตัวเอง เอาแต่พึ่งพาภาครัฐ โดยไม่เข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

แน่นอนก่อนที่เราจะลงลึกไปสู่หนทางในการแก้ปัญหามากกว่านี้เราจำเป็นต้องเข้าใจสภาพที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน และต้นตอแห่งปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรกและมีมายาคติหลายๆประการที่เราควรต้องทำความเข้าใจเสียใหม่เกี่ยวกับเกษตรกรรมในประเทศไทย

เบื้องต้นที่สุดเราต้องทำความเข้าใจและยอมรับความจริง ว่าประเทศไทยที่ว่ากันว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมจนพูดกันติดปากนั้นไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมอีกต่อไป และไม่ใช่มานานแล้วด้วย

ประการแรกในแง่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศภาคเกษตรในประเทศไทยเคยเป็นภาคการผลิตที่เป็นด้านหลักก็จริงแต่สัดส่วนร้อยละมูลค่าของการผลิตในภาคเกษตร มีอัตราส่วนที่ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆดังจะเห็นได้ว่าในรอบ 27 ปีที่ผ่านมาผลผลิตจากภาคเกษตรมีมูลค่าลดลงถึงร้อยละ 27.8จากเดิมที่เคยมีส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 12.25 ในปี 2536เหลือเพียงร้อยละ 8.84 ในปี2560 เท่านั้นเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49.17ในปีที่ผ่านมา

ในด้านผลผลิตต่อหัวภาคเกษตรมีสัดส่วนการจ้างงานอยู่ที่ร้อยละ 32.3เป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของการจ้างงานในประเทศก็จริง แต่มีส่วนแบ่งผลผลิตอยู่ที่เพียงร้อยละ6.08 เท่านั้นหรือโดยสรุปก็คือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศทำงานอยู่ในภาคเกษตรแต่ภาคเกษตรกลับภาคที่มีส่วนแบ่งของรายได้และผลผลิตที่ต่ำที่สุดกว่าทุกๆภาคการผลิต

 ดังนั้นมายาคติที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร มีความจริงเพียงด้านเดียวคือการที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่ในภาคการผลิตนี้แต่เมื่อพูดถึงว่าการเกษตรยังคงเป็นเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าให้แก่ประเทศเป็นหลักหรือไม่คำตอบก็คือมันไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว กระทั่งในแง่สัดส่วนของผลผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรยังไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ในสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเลย

นี่จึงเป็นข้อเท็จจริงประการแรกที่เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเกษตรอีกต่อไปแล้ว

ประการที่สองจากข้อเท็จจริงในประการแรกที่ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเกษตรกรรมอีกต่อไปนำไปสู่ข้อสรุปโดยหลายส่วนว่าภาคเกษตรไม่ใช่เศรษฐกิจในภาคที่มีความสำคัญอะไรนักหนาสำหรับประเทศไทยจะปล่อยให้เผชิญชะตากรรมอย่างไรก็ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเหตุมาจากความไร้ความสามารถในการทำการผลิตของเกษตรกรเองที่เอาแต่พึ่งพาดินฟ้าอากาศและการอุดหนุนของรัฐบาล

นี่เป็นมายาคติอีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องปรับความเข้าใจเสียใหม่เพราะตามข้อเท็จจริงแล้ว แม้ภาคเกษตรจะมีผลผลิตที่ต่ำกว่าภาคอื่นๆมากแต่ความที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงอยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด นั่นทำให้ภาคเกษตรยังคงมีความสำคัญอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่และการปล่อยให้ประชากรในสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ 32.3 อยู่ในสภาวะย่ำแย่เช่นนี้ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากความเหลื่อมล้ำยากจนไปได้ กลายเป็นอุปสรรคในการฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าไปอีกโดยเฉพาะในปัจจัยด้านหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อ และการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

 เมื่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของประชากรในสัดส่วนที่มากถึง32.3% ตกต่ำถดถอยนั่นย่อมทำให้ห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานในด้านอื่นๆตกต่ำไปด้วยและกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง

ประการต่อมาเกษตรกรไทยไร้ความสามารถในการแข่งขันจริงหรือ? หรือว่าสภาวะเช่นนี้เอาเข้าจริงแล้วเกิดขึ้นจากระบบที่ไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง?

ในการที่จะเข้าใจปัญหานี้เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงวรจรของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเสียก่อน

 ผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรทุกชนิดเริ่มต้นขึ้นที่ท้องไร่ท้องนาก็จริง แต่ในท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากท้องไร่ท้องนาทั้งหลาย ย่อมมีมูลค่าตามตลาดที่แน่นอนเป็นมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป (Processed) และบรรจุ (Packed) ซึ่งแน่นอนว่ามีมูลค่าที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแปรรูปและบรรจุแล้ว

ผลผลิตทางการเกษตรที่หน้าสวนจึงมีราคาถูกกว่าผลผลิตที่อยู่ตามท้องตลาดและผลผลิตที่อยู่ตามท้องตลาดย่อมมีราคาที่ถูกกว่าผลผลิตที่ได้รับการบรรจุหีบห่อพร้อมสำหรับการนำไปขายในห้างหรือสำหรับการส่งออก แน่นอน มูลค่าที่สูงขึ้นมาเหล่านั้นไม่ได้ตกไปถึงมือเกษตรกรส่วนใหญ่แต่อยู่ในมือของผู้ที่มีขีดความสามารถที่จะทำการแปรรูปและบรรจุผลผลิตเหล่านั้น

ยกตัวอย่างที่สับปะรดก็ได้จากสถิติพบว่าในปี 2560 ที่ผ่านมาราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้นั้น อยู่ที่เฉลี่ย 4,947 บาท/ตันขณะที่สินค้าสับปะรดที่ถูกแปรรูปและบรรจุหีบห่อแล้ว ในราคาส่งออกอยู่ที่สับปะรดบรรจุภาชนะอัดลม36,404 บาท/ตัน น้ำสับปะรด 42,433 บาท/ตันและสับปะรดกวน 85,827 บาท/ตัน

ยกอีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้ผลไม้คู่ครัวคนไทยอย่างมะพร้าวนั้น ในปีที่ผ่านมามีราคารับซื้อจากเกษตรกรอยู่ที่ 13,650บาท/ตัน แต่เมื่อนำมาแปรรูปพร้อมส่งออกแล้วกลับมีมูลค่าที่ถีบตัวสูงขึ้นกว่าสองเท่า เช่นมะพร้าวผลสด ราคาอยู่ที่ 31,414บาท/ตัน มะพร้าวฝอยอยู่ที่ 48,478 บาท/ตันและกะทิสำเร็จรูปอยู่ที่ 53,553 บาท/ตัน

เอาเข้าจริงแล้วสินค้าเกษตรจึงเป็นสินค้าที่มีราคาสูงเมื่อถูกแปรรูปและบรรจุสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดกับสินค้าได้อย่างมหาศาล แต่ทว่ามูลค่าเหล่านั้นไม่ได้ไปตกสู่มือของเกษตรกรต่างหาก

เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า เกษตรกรนั้นไม่สามารถที่จะนำสินค้าเกษตรมาทำการแปรรูปได้ด้วยตนเอง การซื้อ-ขายสินค้าของเกษตรกรจึงขึ้นอยู่กับการกำหนดชะตากรรมโดยผู้รับซื้อและโรงงานเป็นหลัก จริงอยู่ว่ามีความพยายามจากเกษตรกรที่จะนำเอาผลผลิตมาแปรรูปด้วยตนเอง แต่ด้วยความที่ขาดเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เอื้อต่อการแปรรูป ผลผลิตแปรรูปที่ออกมาจึงไม่สามารถเพิ่มมูลค่าขึ้นได้มากนัก เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ออกมาจากโรงงาน

เกษตรกรจึงไม่ได้ไร้ความสามารถในการเพิ่มมูลค่าด้วยตัวเอง แต่เป็นเพราะปัจจัยที่ขาดการสนับสนุนอย่างถูกต้องจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน ผู้ค้า และโรงงานซึ่งพร้อมใจกันปล่อยให้ชะตากรรมตกเป็นของเกษตรกรผู้อยู่เบื้องล่างสุดของห่วงโซ่การผลิตแต่เพียงฝ่ายเดียว

ติดตามบทความเรื่อง ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ตอนต่อไปได้ที่ https://crafttownclub.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *